สารจากประธานกรรมการ

มุ่งสานวิสัยทัศน์การเป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัลไลฟ์
ปี 2561 ยังคงเป็นปีที่ท้าทายสำหรับเอไอเอส โดยภาพรวมของตลาดมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมา 3-4% ซึ่งต่ำลงจากปีก่อนด้วยการแข่งขันที่ยังสูง และการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในโครงข่ายและคลื่นความถี่ทำให้กดดันกำไรของอุตสาหกรรม อีกทั้งการเผชิญกับความท้าทายจากเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) ที่ส่งเสริมให้เกิดรูปแบบการทำธุรกิจใหม่และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องเผชิญกับคู่แข่งในรูปแบบใหม่ อันจะส่งผลให้การสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้านั้นมีความท้าทายมากกว่าเดิม ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่ยังคงมีฐานลูกค้ามากที่สุดกว่า 41 ล้านคนทั่วประเทศ เอไอเอสได้วางทิศทางที่จะปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัล (Digital Transformation) อย่างต่อเนื่องมา 4 ปี และมุ่งสู่ยุทธศาสตร์องค์กรที่ต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สร้างและปรับกระบวนทัพขององค์กรและพนักงานเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง โดยเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์เพื่อก้าวไปเป็นผู้ให้บริการด้านดิจิทัลไลฟ์ของเอไอเอสด้วยยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจ 3 ด้านประกอบกัน คือ คงความเป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ เสริมสร้างฐานลูกค้าผ่านธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และมุ่งสู่แหล่งรายได้ใหม่บนดิจิทัลเซอร์วิส เพื่อให้บริษัทคงความเป็นผู้นำในตลาดและสร้างสรรค์บริการที่มีคุณค่าต่อผู้ใช้บริการและประเทศไทยต่อไป

ลงทุนในโครงข่าย 4G เสริมความเป็นผู้นำในธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง
ในปีที่แล้ว อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยได้เปลี่ยนผ่านจากระบบสัมปทานมาเป็นระบบใบอนุญาตอย่างสมบูรณ์ ทำให้การลงทุนสำหรับอนาคตของอุตสาหกรรมโดยรวมจะทำได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น สำหรับเอไอเอส การเน้นย้ำเรื่องคุณภาพและการให้บริการลูกค้ายังคงเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำธุรกิจ โดยการตัดสินใจเข้าร่วมและชนะการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ เป็นผลให้เอไอเอสมีคลื่นความถี่เพื่อให้บริการลูกค้าที่กว้างที่สุดในอุตสาหกรรม การลงทุนเพื่อเสริมคุณภาพและความจุโครงข่าย 4G อย่างต่อเนื่อง ทำให้ลูกค้าของเอไอเอสได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย โดยมีสัดส่วนการใช้งาน 4G กว่า 59% และการใช้งานดาต้าเฉลี่ยต่อคนสูงกว่า 11 กิกะไบต์ อีกทั้งการใช้งานของลูกค้ามีความหลากหลายมากขึ้นนอกเหนือจากการพูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน ไปสู่การรับชมคอนเทนต์ การทำธุรกรรมทางการเงินบนโทรศัพท์มือถือ รวมถึงการซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์ม e-commerce ที่เห็นชัดเจนมากขึ้น ซึ่งช่วยให้คนไทยและระบบเศรษฐกิจไทยเข้าถึงข้อมูลและการทำธุรกรรมผ่านมือถือได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว

พัฒนานวัตกรรมและเตรียมความพร้อมองค์กรสู่ยุค 5G
แม้วัฏจักรการเติบโตของเทคโนโลยี 4G จะดำเนินต่อไปอีกหลายปีตามการเติบโตของการใช้งานสมาร์ทโฟน และความต้องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ที่จะมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมข่าวสารความรู้ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะได้เริ่มสัมผัสกับเทคโนโลยี 5G โดยวิวัฒนาการด้านวิศวกรรมของเทคโนโลยี 5G จะเพิ่มขีดความสามารถของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และปูทางให้บริการล้ำสมัย เช่น รถยนต์ไร้คนขับ การสื่อสารแบบโฮโลแกรม การควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้านด้วยเสียง ฯลฯ สามารถเกิดขึ้นจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปีที่ผ่านมาเอไอเอสได้ลงทุนในโครงข่าย NB-IoT และได้เริ่มทดลองบริการจริงกับลูกค้าองค์กรหลายราย ในฐานะผู้นำโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เอไอเอสตระหนักถึงความสำคัญของบริษัทในการเตรียมความพร้อมให้ทันกับเทคโนโลยีในหลากหลายด้าน โดยภารกิจสำคัญของบริษัท คือการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ด้านนวัตกรรม (Innovation) และทักษะบุคลากร เพื่อปรับองค์กรเข้าสู่การให้บริการที่เข้าใจและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น ทำงานร่วมกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและบริการ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้เพื่อนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับองค์กรในอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับการสื่อสาร การสร้างความเข้าใจ และทำงานร่วมกับภาครัฐและ กสทช. อย่างแข็งแรง เพื่อให้อุตสาหกรรมมีกฎเกณฑ์ที่เป็นธรรมและชัดเจนกับทุกฝ่าย และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม

เติบโตในตลาดอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่ออนาคต
นอกเหนือจากการรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ การให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงภายใต้แบรนด์ เอไอเอส ไฟเบอร์ และการพัฒนาแพลตฟอร์มด้านดิจิทัลเซอร์วิสของเอไอเอส เป็นอีกสองยุทธศาสตร์สำคัญที่ประกอบรวมกัน เพื่อการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบบริการใหม่ การเข้ามาในตลาดของเอไอเอส ไฟเบอร์ ผลักดันให้อุตสาหกรรมลงทุนเพื่อขยายบริการเทคโนโลยีไฟเบอร์สู่ครัวเรือนอย่างกว้างขวาง ซึ่งยกระดับการใช้งานของผู้บริโภคให้สามารถเข้าถึง คอนเทนต์ผ่านโครงข่ายไฟเบอร์คุณภาพสูง แม้การแข่งขันด้านราคายังคงเป็นความท้าทายในตลาด รายได้ของ เอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงเติบโตกว่าร้อยละ 42 ในปีที่ผ่านมา และมีฐานลูกค้าเพิ่มเป็นกว่า 730,500 ราย โดยเป้าหมายการเติบโตเป็นผู้เล่นรายสำคัญของเอไอเอส ไฟเบอร์ ยังคงเป็นหมุดหลักสำคัญ ซึ่งนอกจากการให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในครัวเรือน การมีบริการไฟเบอร์ของเอไอเอสในบ้านลูกค้า จะช่วยต่อยอดบริการอื่นที่เอไอเอสให้บริการ ทั้งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ วิดีโอแพลตฟอร์ม สมาร์ทโฮม (Smart Home) ฯลฯ ในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ของเอไอเอสในเชิงลึกมากขึ้นกว่าเดิม

นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการเชื่อมต่อทั้งแบบไร้สายและมีสายดังที่กล่าวมา ในปีที่ผ่านมา เอไอเอสมีการเข้าลงทุนในสองธุรกิจสำคัญรวมมูลค่าการลงทุนกว่า 5 พันล้านบาท ได้แก่ การเข้าซื้อกิจการของซีเอส ล็อกซอินโฟ เพื่อให้บริการด้านคลาวด์และไอซีทีแก่ตลาดลูกค้าองค์กร และการร่วมลงทุนในบริษัทร่วมค้าแรบบิท ไลน์ เพย์ เพื่อขยายบริการด้านธุรกรรมทางการเงินบนมือถือ ซึ่งเป็นอีกการตัดสินใจหนึ่งที่สำคัญของบริษัทเพื่อวางรากฐานและยุทธศาสตร์ในการหารายได้จากอุตสาหกรรมอื่นๆ ในอนาคต และเปิดโอกาสให้บริษัทสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วนอกเหนือจากธุรกิจโทรคมนาคม ผ่านการทำงานกับผู้นำในอุตสาหกรรมนั้นๆ

เน้นย้ำธรรมาภิบาลและรับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสีย
จากที่เรียนท่านผู้ถือหุ้นไปทั้งหมด ปัจจัยสำคัญของความท้าทายในปีหน้ายังคงเป็นการรับมือกับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและไร้พรมแดน โดยอาจนำพามาซึ่งทั้งโอกาสและวิกฤตในทุกธุรกิจ ด้วยเหตุนี้ การวางยุทธศาสตร์ของบริษัทในการทำตลาดเพื่อรักษาความเป็นผู้นำและสร้างปัจจัยการเติบโตในธุรกิจใหม่ๆ จึงมีความสำคัญเฉกเช่นเดียวกับการคำนึงถึงการสร้างกระแสเงินสดและมีโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสมสำหรับการลงทุนในระยะยาว เรายังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล คำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญในกระบวนการดำเนินธุรกิจของเรา ทั้งลูกค้ารายบุคคลและลูกค้าองค์กร ชุมชนสังคมที่เรามีโครงข่ายและบริการเข้าไปถึง คู่ค้าที่ร่วมกันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงมุ่งเน้นถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มในธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยพิจารณาผลกระทบทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม เราได้จัดทำรายงานการพัฒนาความยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ซึ่งท่านสามารถศึกษาแนวคิดและการดำเนินงานของเอไอเอสได้เพิ่มเติม ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมาเอไอเอสยังคงมีกำไรสุทธิ 29,682 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณกว่าร้อยละ 90 ของอุตสาหกรรม และยังคงนโยบายเงินปันผลที่ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของกำไรสุทธิ โดยคณะกรรมการบริษัทมีมติให้จ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2561 แก่ผู้ถือหุ้นกว่า 21,049 ล้านบาท

ด้วยความนับถือ

กานต์ ตระกูลฮุน
ประธานกรรมการบริษัท

สมชัย เลิศสุทธิวงค์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร